Skip to content

กระซู่

กำลังจัดทำ

ไฟล์:Sumatran Rhino 2.jpgกระซู่ แรดสุมาตรา หรือ แรดขน[1] (อังกฤษ: Sumatran Rhinoceros[2]; ชื่อวิทยาศาสตร์: Dicerorhinus sumatrensis) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในอันดับสัตว์กีบคี่จำพวกแรด กระซู่เป็นแรดที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก และเป็นแรดเพียงชนิดเดียวที่อยู่ในสกุล Dicerorhinus มีลักษณะเด่นคือมี นอ 2 นอ เหมือนแรดแอฟริกา โดยนอจะไม่ตั้งยาวขึ้นมาเหมือนแรดชวา นอหน้าใหญ่กว่านอหลัง โดยทั่วไปยาว 15-25 ซม. ลำตัวมีขนหยาบและยาวปกคลุม เมื่อโตเต็มที่สูง 120–145 ซม. จรดหัวไหล่ ยาว 250 ซม. และมีน้ำหนัก 500-800 กก.

กระซู่อาศัยอยู่ในป่าดิบชื้น ป่าพรุ และ ป่าเมฆในประเทศอินเดีย ภูฏาน บังกลาเทศ พม่า ลาว ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมณฑลเสฉวน[3][4] ปัจจุบัน กระซู่ถูกคุกคามจนอยู่ในขั้นวิกฤติ เหลือสังคมประชากรเพียงหกแหล่งในป่า มีสี่แหล่งในสุมาตรา หนึ่งแหล่งในบอร์เนียว และอีกหนึ่งแหล่งในมาเลเซียตะวันตก จำนวนกระซู่ในปัจจุบันยากที่จะประมาณการได้เพราะเป็นสัตว์สันโดษที่มีพิสัยกระจัดกระจายเป็นวงกว้าง แต่คาดว่าเหลืออยู่ประมาณ 300 ตัว สาเหตุอันดับแรกของการลดลงของจำนวนประชากรคือการล่าเอานอซึ่งมีค่ามากในการแพทย์แผนจีน ขายได้ถึง US$30,000 ต่อกิโลกรัมในตลาดมืด[5] นอกจากนี้ยังถูกคุกคามถิ่นอาศัยจากอุตสาหกรรมป่าไม้และเกษตรกรรม

กระซู่เป็นสัตว์สันโดษมักอยู่เพียงลำพังตัวเดียวยกเว้นช่วงจับคู่ผสมพันธุ์และเลี้ยงดูลูกอ่อน กระซู่เป็นแรดที่เปล่งเสียงร้องมากที่สุดการสื่อสารของกระซู่ยังรวมถึงการทำร่องรอยด้วยเท้า บิดงอไม้หนุ่มเป็นรูปแบบต่างๆ และการถ่ายมูลและละอองเยี่ยว มีการศึกษาในกระซู่มากกว่าแรดชวาซึ่งเป็นสัตว์สันโดษเหมือนกัน เพราะโปรแกรมที่นำกระซู่ 40 ตัวมาสู่กรงเลี้ยงที่มีเป้าหมายเพื่ออนุรักษ์สปีชีส์นี้ไว้ ในตอนแรกโปรแกรมนี้ถือว่าประสบความล้มเหลว มีกระซู่ตายจำนวนมากและไม่มีการให้กำเนิดลูกกระซู่เลยเกือบ 20 ปี การสูญเสียกระซู่ในโปรแกรมมากกว่าการสูญเสียกระซู่ในป่าเสียอีก

เรียงผา

กำลังจัดทำ

เลียงผา,เยือง,กูรำ,โครำ
Capricornis sumatraensis 

 

เลียงผา

เลียงผา

ลักษณะ : เลียงผาเป็นสัตว์จำพวกเดียวกับ แพะและแกะ เมื่อโตเต็มที่มีความสูงที่ไหล่ประมาณ ๑ เมตร ขายาวและแข็งแรง ใบหูยาวคล้ายใบหูลา ขนตามลำตัวค่อนข้างยาว หยาบและมีสีดำ ด้านท้องขนสีจางกว่า มีขนเป็นแผงยาวบนสันคอและสันหลัง มีเขาทั้งในตัวผู้และตัวเมีย เขามีลักษณะตอนโคนกลม หยักเป็นวงแหวนโดยรอบค่อยๆ เรียวไปทางปลายเขาโค้ง ไปทางด้านหลังเล็กน้อย

อุปนิสัย
: ในเวลากลางวันจะพักอาศัยอยู่ในถ้ำ หรือในพุ่มไม้ ออกหากินในตอนเย็นถึงพลบค่ำ และในเวลาเช้ามืด อาหารได้แก่พืชต่างๆ ทุกชนิด เลียงผามีประสาทหู ตา และรับกลิ่นได้ดี ผสมพันธุ์ในช่วงปลายเดือนตุลาคม ตกลูกครั้งละ ๑-๒ ตัว ใช้เวลาตั้งท้องราว ๗ เดือน ในที่เลี้ยง เลียงผามีอายุยาวกว่า ๑๐ ปี

ที่อาศัย : เลียงผาอาศัยอยู่ตามภูเขาที่มีหน้าผาสูงชันมีป่าปกคลุม

เขตแพร่กระจาย : เลียงผามีเขตแพร่กระจาย ตั้งแต่แคว้นแคชเมียร์ มาตามเทือกเขาหิมาลัยจนถึงแคว้นอัสสัม จีนตอนใต้ พม่า อินโดจีน มลายู และสุมาตรา ในประเทศไทยพบอาศัยอยู่ตามภูเขาสูงในหลายภูมิภาคของประเทศ เช่น เทือกเขาตะนาวศรี เทือกเขาถนนธงชัย เทือกเขาเพชรบูรณ์ และภูเขาทั่วไปในบริเวณภาคใต้ รวมทั้งบนเกาะในทะเลที่อยู่ไม่ห่างจากแผ่นดินใหญ่มากนัก

สถานภาพ
: เลียงผาจัดเป็นสัตว์ป่าสงวนชนิดหนึ่งใน ๑๕ ชนิดของประเทศไทย และอนุสัญญา CITES จัดเรียงผาไว้ใน Appendix I
สาเหตุของการใกล้จะสูญพันธุ์ : ในระยะหลังเลียงผามีจำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการล่าอย่างหนักเพื่อเอาเขา กระดูก และน้ำมันมาใช้ทำยาสมานกระดูก และพื้นที่หากินของเลียงผาลดลงอย่างรวดเร็ว จากการทำการเกษตรตามลาดเขา และบนพื้นที่ที่ไม่ชันจนเกินไป

สมเสร็จ

กำลังจัดทำ

สมเสร็จไทย หรือ ผสมเสร็จ (อังกฤษ: Malayan Tapir หรือ Asian Tapir) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในอันดับสัตว์กีบคี่ เป็นสมเสร็จที่ใหญ่ที่สุดในวงศ์และเป็นชนิดเดียวที่พบในเอเชีย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tapirus indicus เป็นสัตว์มีหน้าตาประหลาด คือ มีลักษณะของสัตว์หลายชนิดผสมอยู่ในตัวเดียวกัน มีจมูกที่ยื่นยาวออกมาคล้ายงวงของช้าง รูปร่างหน้าตาคล้ายหมูที่มีขายาว หางสั้นคล้ายหมีและมีกีบเท้าคล้ายแรด ลักษณะเด่น คือ บริเวณส่วนหัวไหล่และขาทั้งสี่ข้างมีสีดำ ส่วนกลางลำตัวเป็นสีขาว ใบหูกลม ขนปลายหูและริมฝีปากมีสีขาว มีแผ่นหนังหนาบริเวณสันก้านคอเพื่อป้องกันการโจมตีของเสือโคร่ง (Panthera tigris corbetti) ที่จะตะปบกัดบริเวณก้านคอ ลูกที่เกิดใหม่จะมีลวดลายคล้ายแตงไทยและขนยาว และลายนี้จะค่อย ๆ จางลงเมื่ออายุได้ 6-8 เดือน สมเสร็จตัวผู้จะมีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย โตเต็มที่ความยาวลำตัวและหัว 220-240 เซนติเมตร ความยาวหาง 5-10 เซนติเมตร ความสูงจากพื้นดินถึงหัวไหล่ 100 เซนติเมตร มีน้ำหนัก 250-300 กิโลกรัม

มีการกระจายพันธุ์อยู่ในภาคใต้ของพม่า ภาคใต้และภาคตะวันตกของไทย มาเลเซีย และเกาะสุมาตรา

อาศัยและหากินอยู่ตามลำพัง มักอาศัยในป่าที่มีความชื้นสูงและอยู่ไม่ไกลจากแหล่งน้ำ เนื่องจากชอบแช่น้ำ เมื่อหลบภัยก็จะหลบไปหนีแช่ในน้ำจนกว่าแน่ใจว่าปลอดภัยแล้วจึงขึ้นมา รวมทั้งผสมพันธุ์ในน้ำด้วย มีความสามารถว่ายน้ำได้เก่ง อาหารของสมเสร็จได้แก่ ยอดไม้อ่อน ยอดหวาย หน่อไม้ นอกจากนี้ยังกินดินโป่งเพื่อเพิ่มแร่ธาตุให้แก่ร่างกาย ออกหากินในเวลากลางคืน มีนิสัยชอบถ่ายมูลซ้ำในที่เดิมจนเป็นกองใหญ่ มีสายตาไม่ดีนัก แต่มีระบบประสาทดมกลิ่นและฟังเสียงที่ดีมาก มักใช้จมูกที่ยาวเหมือนงวงช้างช่วยในการดมกลิ่นหาอาหาร และใช้คอที่หนาดันตัวเองเข้าพุ่มไม้ มีการเคลื่อนไหวตัวที่เงียบมาก

ปัจจุบัน เป็นสัตว์ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535

รอยเท้าสมเสร็จกับรอยล้อรถ

คู่สมเสร็จในธรรมชาติ

ไฟล์:Malayan Tapir 001.jpg

กะทิง

กำลังจัดทำ

กระทิง (อังกฤษ: Gaur) เป็นวัวป่าชนิด Bos gaurus ในวงศ์ Bovidae ขนยาว ตัวสีดำหรือดำแกมน้ำตาล เว้นแต่ที่ตรงหน้าผากและครึ่งล่างของขาทั้ง 4 เป็นสีขาวเทา ๆ หรือเหลืองอย่างสีทอง เรีบกว่า “หน้าโพ” ขาทั้ง 4 ข้างตั้งแต่เหนือเข่าลงไปถึงกีบเท้ามีสีขาวเทาหรือเหลืองทอง ทำให้มองดูเหมือนสวมถุงเท้า สีขนของกระทิงบริเวณหน้าผากและถุงเท้าเกิดจากคราบน้ำมันในเหงื่อซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของสัตว์ชนิดนี้ คอสั้น และมีพืม (เหนียงคอ) ห้อยยาวลงมาจากใต้คอ เขามีสีเขียวเข้ม ปลายเขามีสีดบริเวณโคนเขามีรอยย่นซึ่งรอยนี้จะมีมากขึ้นเมื่อสูงวัยขึ้น

กระทิงตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย ลูกที่เกิดขึ้นจะมีสีน้ำตาลแกมแดงเหมือนสีขนของเก้ง มีเส้นสีดำพาดกลางหลัง ลูกกระทิงขนาดเล็กจะยังไม่มีถุงเท้าเหมือนกระทิงตัวโต มีความยาวลำตัวและหัว 250 – 300 เซนติเมตร หาง 70 – 105 เซนติเมตร ความสูงจากพื้นถึงหัวไหล่ 170 – 185 เซนติเมตร น้ำหนัก 650 – 900 กิโลกรัม โดยตัวผู้มีน้ำหนักมากกว่าตัวเมีย มีการกระจายพันธุ์ในภาคใต้ของจีน, อินเดีย, ภูฐาน, เนปาล, พม่า, ไทย, ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม, มาเลเซีย โดยแบ่งออกได้เป็นพันธุ์ย่อย 5 สายพันธุ์ คือ B. g. laosiensis พบในพม่าถึงจีน B. g. gaurus พบในอินเดียและเนปาล B. g. readei, B. g. hubbacki พบในไทยและมาเลเซีย และ B. g. frontalis หรือกระทิงเขาทุย มีเขาที่สั้น เชื่อว่าเป็นลูกผสมระหว่างกระทิงกับวัวบ้าน พบในอินเดีย

มีพฤติกรรมอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูง โดยฝูงหนึ่งมีสมาชิกตั้งแต่ 2 – 60 ตัว สมาชิกในฝูงประกอบด้วยตัวเมียและลูก บางครั้งอาจเข้าไปหากินรวมฝูงกับวัวแดง (B. javanicus) หรือสัตว์กินพืชชนิดอื่น ตัวผู้มักอาศัยอยู่ตามลำพังแต่จะเข้าไปอยู่รวมฝูงเมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ ฝูงกระทิงจะเดินหากินสลับไปกับการนอนหลับพักผ่อนตลอดทั้งวัน โดยบางตัวจะนอนหลับท่ายืนหรือนอนราบกับพื้น สามารถอาศัยอยู่ได้ในหลากหลายสภาพป่า ทั้งป่าเบญจพรรณ, ป่าเต็งรัง, ป่าดิบแล้ง, ป่าดิบเขา หรือบางครั้งก็อาจเข้าไปหากินอยู่ตามไร่ร้างหรือป่าที่อยู่ในสภาพฟื้นฟูจากการทำลาย มักหากินอยู่ไม่ไกลจากแหล่งน้ำมากนักเนื่องจากอดน้ำไม่เก่ง ช่วงฤดูหลังไฟไหม้ป่า จะออกหากินยอดไม้อ่อนและหญ้าระบัดที่มีอยู่มากตามทุ่งหญ้า และป่าเต็งรัง สถานะในประเทศไทยเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ 2 พบเพียงที่เดียว คือ เขาแผงม้า ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และสถานะในสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) จัดให้อยู่ในระดับ CR (Critically Endangered) หมายถึงมีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในพื้นที่ธรรมชาติขณะนี้

กระทิง มีชื่อเรียกอื่นว่า “เมย” เป็นต้น

ไฟล์:Bos gaurus male münchen 2003.jpg

นกแสก

กำลังจัดทำ“นกแสก” ซึ่งเคยสร้างความเชื่อกับคนเฒ่าคนแก่ ให้เกลียดกลัวหนักหนาว่า
หากมันไปส่งเสียงร้องที่หลังคาบ้านไหนภายใน 3 วัน 7 วัน
ต้องมีคนที่รักตายจากไป

เชื่อหรือไม่ว่า ขณะนี้
กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ได้มีการทดลองให้ชาวสวนปาล์ม เลี้ยง นกแสก
หรือ “ไอ้ตาใส” หรือที่หลายคนเรียกมันว่า “นกผี”
ไว้คอยจับ “หนู” มาแล้วอย่างได้ผล

และต่อมาหลายแห่งนำวิธีดังกล่าวมาใช้
เพื่อเป็นอีกแนวทางในการลดต้นทุนในเรื่องของการซื้อหาสารเคมี
เพื่อมากำจัด “ไอ้จี๊ด” ศัตรูตัวร้ายฉกาจที่เข้าทำลายผลผลิตปาล์ม
ส่งผลให้เกิดการสูญเสียมากถึง 50 เปอร์เซ็นต์
กรมวิชาการเกษตร จึงนำต้นแบบอย่างที่ ประเทศมาเลเซีย
ที่เขาใช้วิธีดังกล่าวนี้ได้ผลมาแล้ว

โดยการ “สร้างรัง” ไว้ในสวนปาล์มน้ำมัน
เพื่อชักนำให้มันเข้ามาอาศัย ขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนประชากรในฝูง
และเพื่อให้มันคอย ทำหน้าที่เป็นยามเฝ้าผลิตผล ในสวนปาล์ม

ซึ่ง นกแสก 1 ตัว จะช่วยกำจัดหนูได้มากถึง 700 ตัว/ปี

อย่ากระนั้นเลย…
มาทำความรู้จักกับนกแสกให้ดีเสียใหม่


 
(ภาพจาก www.kittiyaland.com)

นกแสก (Barn Owl)
มีถิ่นที่อยู่อาศัยอยู่ในแถบอินเดีย อันดามัน
ชวา พม่า เขมร เวียดนาม โคชินไชนา
ลาว และ ประเทศไทย
พบมากในแถบทางภาคเหนือ ภาคกลาง
ภาคอีสาน ภาคตะวันออกเฉียงใต้
ทั้งนี้ รูปร่างลักษณะตัวผู้และตัวเมีย
จะคล้ายกันคือ
วงหน้ามีขนสีขาวขึ้นเต็มเป็นรูปหัวใจ

ตา กลมดำโต ปาก แหลมงุ้ม
ขน ตัวด้านบนมีสีเหลืองปนน้ำตาลเทา
มีจุดขาว และน้ำตาลประปราย
ขนใต้ท้อง ขาว
ส่วนปีก และ หาง มีลายขวาง
สีเหลืองสลับน้ำตาลอ่อน
เล็บเท้า ยาวงุ้มแหลม เล็บนิ้วกลาง
ลักษณะคล้ายฟันเลื่อย ขา ยาว

มีสายตา และ ประสาทหูดีมาก
โดยเฉพาะ กลางคืน อันเป็นช่วงเวลาที่มันออกหากิน
ซึ่งอาหารโปรดของมันคือ หนูท้องขาว

ส่วนตอนกลางวันสายตาจะแย่ที่สุด
ดังนั้นเมื่อตะวันขึ้นแตะขอบฟ้าพวกมัน จะหาที่ตามซอกหลืบมืดๆ
โพรงไม้ซอกเจดีย์พักผ่อนหลับนอน

ช่วงเวลาที่นกแสกผสมพันธุ์จะตลอดทั้งปียกเว้นหน้าฝน
ภายหลังเลือกคู่ได้แล้วมันจะคาบเศษหญ้าสำหรับปูรองพื้นเพื่อวางไข่
ซึ่งออกครั้งละประมาณ 4-7 ฟอง
ขณะที่ตัวเมียเป็นฝ่ายกกไข่ ใช้เวลาเกือบเดือน
สมาชิกใหม่จึงออกมา “แหกปาก” ให้พวกเราขนพองสยองเกล้ากันนั้น
ตัวเมียจะไม่ทิ้งห่างพื้นที่วางไข่เลย
ฉะนั้นการหาอาหารจึงเป็นหน้าที่ของตัวผู้
และทั้งคู่จะอยู่ช่วยเลี้ยงสมาชิกใหม่ของโลกใบนี้ต่ออีกประมาณ 2 เดือน

กระทั่งเมื่อลูกนกที่โตเต็มวัย ซึ่งมีขนาดลำตัวใหญ่ประมาณ 14 นิ้ว
จะบินออกสู่โลกภายนอกหลืบหลังคา เพื่อไปใช้ชีวิตโฉบเฉี่ยว
หาพวกบรรดาหนูๆมาเปิบเป็นอาหาร จ
ากนั้นเมื่อมันอายุได้ขวบปี ก็จะเริ่มมองหาคู่
เพื่อขยายเผ่าพันธุ์เป็นวัฏจักรชีวิตต่อไปเรื่อยๆนั่นเอง.

ฟังเสียงนกแสกร้องยามกลางคืน
ที่คนโบราณกลัวกันนักหนาเวลาได้ยินมันร้องอยู่บนหลังคาบ้าน